


| โจนัส แอนเดอร์สัน |
|
|
|
โจนัส แอนเดอร์สัน ชาวสวีเดน อายุได้ 9 ขวบ ตอนที่ครอบครัวของเขามาอยู่เมืองไทย หลังจากนั้นไม่นานก็ย้ายไปภาคอีสาน ที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นแหล่งดนตรีพื้นบ้านที่สำคัญ ที่นั่นเองโจนัสไม่เพียงแต่หัดพูดภาษาไทยได้คล่อง ทว่ายังหัดพูดภาษา “อีสาน” ด้วย ตั้งแต่ยังเด็กโจนัสได้ยินได้ฟังเพลงลูกทุ่ง และชื่นชอบเพลงของ พุ่มพวง ดวงจันทร์ “ราชินีเพลงลูกทุ่ง” ในที่สุดโจนัสพยายามร้องเพลงลูกทุ่งเป็นครั้งแรก ตอนที่มีคนขอให้เขากับคริสตี้ไปร้องเพลงในงานชุมชนแห่งหนึ่ง เขาหาเทปที่มีเพลงตามคำขอ “สัญญาก่อนลา” (เพลงประจำลครทีวียอดนิยมในตอนนั้น) เขาหัดร้องโดยฟังเพลงซ้ำแล้วซ้ำอีก และ จุดหักเหที่สำคัญเกิดขึ้นสำหรับโจนัส เมื่อคุณวิทวัส พิธีกรชื่อดังในรายการยอดนิยม “ตี 10” ได้ชมโจนัสร้องเพลงลูกทุ่งที่งานเลี้ยงฉลองปีใหม่แห่งหนึ่ง จึงเชิญไปออกรายการ เนื่องจากรายการ “ตี 10” เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายมากๆ โจนัสจึงกลายเป็นที่รู้จักกันทันที และได้รับการทาบทามจากค่ายเพลงที่สนใจจะเซ็นสัญญาการบันทึกเสียงกับเขา โจนัสเลือกที่จะปฏิเสธ เพราะต้องการเป็นนักร้องอิสระมากกว่า ในเดือนมกราคม 2543 โจนัสได้รับเชิญให้มีส่วนร่วมในโครงการสืบสานและส่งเสริมวัฒนธรรมไทย โดยใช้เพลงลูกทุ่งเป็นสื่อ ซึ่งจัดโดยเวทีไทย เดิมทีโจนัสไม่ค่อยจะมีความสนใจ ในการอัดเพลงเพื่อวางตลาด แต่เนื่องจากเขาชื่นชมคุณค่าของวัฒนธรรมไทยมาตลอด ด้วยเหตุนี้เองจึงรู้สึกว่านี่เป็นวัตถุประสงค์ที่ควรค่า หลังจากการฝึกอย่างหนักเป็นเวลาสามเดือนครึ่ง เขาบันทึกอัลบั้มชุดแรก “ผมชื่อโจนัส” ซึ่งออกตลาดเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2543 และไต่อันดับขึ้นมาอย่างรวดเร็วเป็นอันดับ 2 ของเพลงยอดนิยมทั่วประเทศ มีอัลบั้มชุดต่อๆมา ได้แก่ “ร้อง อู๊ แหลง เว๊า” “โจนัสมหาสนุก” “รักและคิดถึง” และ “นักร้องพเนจร” รวมอัลบั้มทั้งสิ้นเจ็ดชุด กับอัลบั้มคู่สองชุดที่บันทึกกับคริสตี้ กิ๊บสัน “รำโทน รำไทย” และ “หนุ่มตำลาว สาวตำไทย” โจนัสกับคริสตี้ได้ร่วมงานกับสุดยอดโปรดิวเซอร์และนักแต่งเพลงในวงการลูกทุ่ง โดยที่ออกอัลบั้มกับค่ายเพลงชั้นนำสามค่ายเพลง ขณะนี้โจนัสกับคริสตี้กำลังทำอัลบั้มชุดใหม่ ซึ่งจวนพร้อมที่จะออกมาแล้ว โจนัสชอบงานช่วยเหลือสังคม เขาได้พบว่าดนตรีคือภาษาของหัวใจที่มีประสิทธิภาพมากในงานเพื่อการกุศล นับจากการส่งเสริมจริยธรรมอันดีงามในหมู่เยาวชน ด้วยโปรแกรมรณรงค์ต่อต้านยาเสพติด การมอบกำลังใจต่อผู้สูงอายุ ยกชูจิตใจผู้ป่วยและเด็กกำพร้า เรื่อยไปจนถึงการแสดงความเคารพนับถือต่อประเพณีไทย ทั้งๆที่ได้รับความนิยมชมชอบ โจนัสยอมรับว่าเขายังต้องเรียนอีกมากในเรื่องการร้องเพลงลูกทุ่ง และการเข้าใจวัฒนธรรมไทยอย่างถ่องแท้ยิ่งขึ้น “ผมยังต้องไปอีกไกลกว่าจะถึงระดับนักรอ้งลูกทุ่งอาชีพอีกหลายคน” เขากล่าว “ผมเป็นหนี้บุญคุณนักร้องลูกทุ่งและแฟนเพลงทุกท่าน ที่ยินดียอมรับและมอบกำลังใจให้ผมในการร้องเพลงลูกทุ่ง ถึงแม้ว่าผมยังไม่เก่งเท่าที่ควร ผมซาบซึ้งใจต่อนักร้องลูกทุ่งทุกท่าน และต่อคนไทยผู้มีน้ำใจดีตลอดมา ผมหวังว่าผมจะได้เป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมประเทศไทยที่รักของผม และตอบแทนต่อไมตรีจิตที่คนไทยมอบให้แก่ผมเสมอมา”
|